แนวทางเลือกเสริมจมูกแบบไหนดี
คำถามที่คุณหมอเจอบ่อยที่สุดคือ “เสริมจมูกแบบไหนดี” ซึ่งจริง ๆ การเลือกวิธีเสริมจมูกที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากทั้งโครงสร้างจมูกเดิม ปัญหาที่ต้องการแก้ไข และรูปทรงที่ต้องการหลังผ่าตัดค่ะ
ตัวอย่างเช่น คนที่มีโครงสร้างจมูกเดิมดี และต้องการเพิ่มความโด่งเล็กน้อย อาจเหมาะกับการเสริมจมูกเทคนิคปิด
แต่หากมีปัญหาจมูกสั้น จมูกเชิด จมูกเบี้ยว มีฮัมพ์ หรือเคยเสริมจมูกมาแล้ว การเลือกเทคนิคเปิดมักให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า
นอกจากเทคนิคการผ่าตัดแล้ว วัสดุที่ใช้เสริมจมูกก็มีส่วนสำคัญต่อผลลัพธ์เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นซิลิโคน กระดูกอ่อนหลังหู กระดูกอ่อนซี่โครง หรือการใช้เนื้อเยื่อเทียม ซึ่งแต่ละชนิดมีข้อดี ข้อจำกัด
ในบทความนี้ คุณหมอจะพาเปรียบเทียบทั้งเทคนิคการผ่าตัด เพื่อช่วยให้เราสามารถพูดคุยวางแผนการรักษาร่วมกับแพทย์ได้อย่างมั่นใจก่อนตัดสินใจเสริมจมูกค่ะ
คลิกอ่านหัวข้อที่สนใจ
เสริมจมูกมีกี่แบบ อะไรบ้าง ?

หากแบ่งตามเทคนิคการผ่าตัด ปัจจุบันการเสริมจมูกที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ เสริมจมูกเทคนิคปิด (Closed Rhinoplasty) และ เสริมจมูกเทคนิคเปิด (Open Rhinoplasty) ซึ่งแต่ละเทคนิคมีจุดเด่นและเหมาะกับปัญหาจมูกที่แตกต่างกัน
- เสริมจมูกเทคนิคปิด (Closed Rhinoplasty)
เเสริมจมูกแบบปิด (Closed Rhinoplasty)เป็นการผ่าตัดผ่านแผลภายในรูจมูกทั้งหมด จึงไม่มีรอยแผลภายนอกให้มองเห็น แพทย์จะสร้างช่องสำหรับวางซิลิโคนและปรับแต่งรูปทรงจมูกผ่านแผลขนาดเล็กภายในรูจมูก
ที่ WE Clinic การเสริมจมูกเทคนิคปิดมักทำร่วมกับยาชาเฉพาะที่ ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 60–90 นาที โดยแพทย์จะออกแบบและเหลาซิลิโคนให้เหมาะกับโครงสร้างจมูกของแต่ละคน พร้อมปรับแต่งสันจมูกและปลายจมูกให้รับกับใบหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ
สิ่งที่สามารถใช้ในการเสริมจมูกแบบปิดได้ คือ ซิลิโคนจมูกและกระดูกอ่อนหลังหู หรือเนี้อเยื่อเทียมในการรองปลายจมูกเพื่อกันการทะลุค่ะ
เหมาะกับ
- โครงสร้างจมูกเดิมค่อนข้างดี
- ต้องการเพิ่มความโด่งหรือความคมชัดของสันจมูก
- ไม่มีปัญหาจมูกเบี้ยว จมูกสั้น หรือโครงสร้างซับซ้อน
จุดเด่น
- แผลเล็ก ซ่อนอยู่ภายในรูจมูก
- ใช้เวลาผ่าตัดไม่นาน
- บวมช้ำน้อย
- พักฟื้นค่อนข้างเร็ว
- เสริมจมูกเทคนิคเปิด (Open Rhinoplasty)
เสริมจมูกแบบเปิด หรือ Open Structural Rhinoplasty เป็นการผ่าตัดที่มีแผลขนาดเล็กบริเวณคอลูเมลลา (Columella : ผนังกั้นระหว่างรูจมูกทั้งสองข้าง) ร่วมกับแผลภายในรูจมูก ทำให้แพทย์สามารถเปิดโครงสร้างจมูกและมองเห็นรายละเอียดภายในได้อย่างชัดเจน
เป็นการปรับโครงสร้างจมูกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขผนังกั้นจมูก ยืดปลายจมูก ปรับฐานจมูก ตอกฐาน หรือใช้กระดูกอ่อนเพื่อสร้างโครงสร้างใหม่ก่อนวางซิลิโคนปิดทับ
ที่ WE Clinic การเสริมจมูกเทคนิค Open มักทำร่วมกับยานอนหลับ ใช้เวลาผ่าตัดเฉลี่ยประมาณ 2–4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละเคส

เหมาะกับ
- จมูกสั้น
- จมูกเชิด
- จมูกเบี้ยว
- ปลายจมูกใหญ่
- มีฮัมพ์จมูก
- ผู้ที่ต้องการปรับโครงสร้างจมูกอย่างละเอียด
จุดเด่น
- มองเห็นโครงสร้างภายในได้ชัดเจน
- ปรับแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากกว่า
- ควบคุมรูปทรงปลายจมูกได้ละเอียด
- เหมาะกับเคสซับซ้อนและเคสแก้จมูก
เสริมจมูกแบบเปิด กับแบบปิด เลือกแบบไหนดีกว่ากัน ?
| ประเด็น | เสริมจมูกแบบปิด (Closed) | เสริมจมูกแบบเปิด (Open) |
|---|---|---|
| รอยแผล | ภายในรูจมูก ไม่มีแผลภายนอก | แผลเล็กใต้คอลูเมลลา |
| มุมมองของแพทย์ | จำกัด เห็นเฉพาะส่วนที่เข้าถึงได้ | เห็นโครงสร้างกระดูกอ่อนทั้งหมดชัดเจน |
| เคสที่เหมาะ | เสริมสันจมูกตรง ๆ ดั้งต่ำธรรมดา เสริมครั้งแรกไม่มีปัญหาโครงสร้าง | แก้ปลายจมูก ฮัมพ์จมูก จมูกเบี้ยว ทำจมูกแก้ไข เคสที่ต้องเสริมกระดูกอ่อน |
| ความซับซ้อน | ซับซ้อนน้อยกว่า ผ่าตัดสั้นกว่า | ซับซ้อนกว่า ใช้เวลาผ่าตัดนานกว่า |
| ระยะพักฟื้น | พักฟื้น 5-7 วัน บวมยุบเร็วกว่า | พักฟื้น 7-14 วัน บวมนานกว่าเล็กน้อย |
| การปรับโครงสร้าง | ปรับได้จำกัด เน้นเสริมสันเป็นหลัก | ปรับได้ละเอียดทุกส่วน รวมปลายจมูก กระดูกอ่อน และผนังกั้น |
| ราคา | ต่ำกว่า | สูงกว่า เพราะใช้เวลาและความซับซ้อนมากกว่า |
อย่างไรก็ตาม คุณหมอจะประเมินจมูกในวันปรึกษา แล้วจึงเลือกเทคนิคที่เหมาะกับคนไข้แต่ละราย ไม่ได้กำหนดล่วงหน้าจากชื่อเทคนิคที่คนไข้ขอมา เพราะบางครั้งคนไข้อยากทำ Closed แต่ลักษณะจมูกบ่งบอกว่าควรเป็น Open ถึงจะได้ผลที่ปลอดภัยและสวยที่สุดค่ะ

ลักษณะจมูกแบบไหน เหมาะกับการเสริมจมูกเทคนิคใด ?
หนึ่งในคำถามที่คุณหมอถูกถามบ่อยที่สุด การเลือกวิธีเสริมจมูกต้องอาศัยการประเมินโครงสร้างจมูกเดิม ความหนาของผิว ปริมาณเนื้อเยื่อ และผลลัพธ์ที่ต้องการร่วมกันค่ะ
โดยทั่วไป สภาพจมูกแต่ละแบบมักเหมาะกับแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนี้
- ดั้งต่ำ แต่โครงสร้างจมูกปกติ
คนที่มีสันจมูกเตี้ย แต่ไม่มีปัญหาจมูกเบี้ยว จมูกสั้น หรือปลายจมูกตก มักเหมาะกับ การเสริมจมูกเทคนิคปิด (Closed Rhinoplasty)
ร่วมกับซิลิโคน เพราะเป็นการเพิ่มความโด่งของสันจมูกโดยไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างภายในมากนัก
- ดั้งแหมบ จมูกแบน ไม่มีมิติ
เคสที่สันจมูกต่ำมาก หรือจมูกดูแบนกว้างทั้งแนว มักต้องอาศัยการปรับโครงสร้างปลายจมูกร่วมด้วย
เพื่อให้สันจมูกและปลายจมูกมีสัดส่วนที่สมดุล โดยหลายเคสจะเหมาะกับ เทคนิค Open Rhinoplasty มากกว่า
- มีฮัมพ์จมูก
หากมีสันนูนหรือฮัมพ์บริเวณกลางจมูก การเสริมซิลิโคนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จำเป็นต้องตะไบหรือลดฮัมพ์ก่อน
จึงมักใช้เทคนิคเปิด (Open Rhinoplasty) เพื่อให้แพทย์เห็นโครงสร้างและแก้ไขได้อย่างแม่นยำ

- จมูกเบี้ยว หรือจมูกเอียง
เคสที่มีความเบี้ยวของกระดูกจมูกหรือผนังกั้นจมูก มักต้องปรับแก้โครงสร้างภายในร่วมด้วย จึงเหมาะกับ Open Rhinoplasty มากกว่า เพราะช่วยให้แพทย์สามารถจัดแนวกระดูกอ่อนและโครงสร้างจมูกให้ตรงขึ้นได้
- ปลายจมูกใหญ่ ปลายตก หรือเนื้อปลายหนา
คนที่ต้องการให้ปลายจมูกดูเรียวขึ้น ไม่ได้แก้ได้ด้วยการเสริมซิลิโคนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการตกแต่งกระดูกอ่อนปลายจมูกและปรับรูปทรงปลายจมูกร่วมด้วย ซึ่งมักทำผ่าน เทคนิคเปิด
- จมูกสั้น จมูกเชิด หรือเนื้อน้อย
กลุ่มนี้เป็นเคสที่ต้องวางแผนมากกว่าการเสริมจมูกทั่วไป เพราะมีความเสี่ยงเรื่องปลายบางหรือซิลิโคนกดผิวในอนาคต
แพทย์มักใช้ Open Rhinoplasty ร่วมกับกระดูกอ่อนหลังหู กระดูกอ่อนผนังกั้นจมูก หรือเนื้อเยื่อเทียม เพื่อเพิ่มความยาวและความแข็งแรงของปลายจมูก
- เคสแก้จมูก (Revision Rhinoplasty)
สำหรับคนที่เคยเสริมจมูกมาแล้วและต้องการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาจมูกเบี้ยว จมูกเชิด ซิลิโคนเอียง หรือปลายบาง ส่วนใหญ่มักต้องใช้เทคนิคเปิด (Open Rhinoplasty)
เพราะแพทย์จำเป็นต้องประเมินพังผืด โครงสร้างเดิม และเนื้อเยื่อภายในอย่างละเอียดก่อนวางแผนแก้ไข
เลือกวัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูกยังไงดี และมีอะไรบ้าง ?
ซิลิโคน (Silicone Implant)
ซิลิโคนเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการเสริมจมูก เพราะสามารถออกแบบและเหลาให้เข้ากับรูปหน้าได้หลากหลาย ช่วยเพิ่มความโด่งของสันจมูกได้อย่างชัดเจน และให้ผลลัพธ์ที่คงอยู่ในระยะยาว
ปัจจุบันนิยมใช้ซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ (Medical Grade Silicone) ซึ่งมีความปลอดภัยสูง สามารถถอดหรือแก้ไขได้ในอนาคตหากต้องการ เหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มมิติให้ใบหน้าและมีโครงสร้างจมูกเดิมค่อนข้างดี
กระดูกอ่อนหลังหู (Ear Cartilage)
กระดูกอ่อนหลังหูเป็นเนื้อเยื่อจากร่างกายของคนไข้เอง นิยมใช้ร่วมกับซิลิโคนบริเวณปลายจมูก เพื่อเพิ่มความหนาของเนื้อเยื่อ ลดแรงกดจากซิลิโคน และช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาปลายจมูกบางหรือปลายทะลุในอนาคต
เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อของตัวเอง จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องการแพ้และให้สัมผัสที่เป็นธรรมชาติ เหมาะกับผู้ที่มีเนื้อปลายจมูกบางหรือจมูกสั้น
กระดูกอ่อนซี่โครง (Rib Cartilage)
กระดูกอ่อนซี่โครงเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงและมีปริมาณมากที่สุดในกลุ่มกระดูกอ่อน นิยมใช้ในเคสที่ต้องปรับโครงสร้างจมูกใหม่ทั้งหมด เช่น จมูกสั้นมาก จมูกเชิด หรือเคสแก้จมูกที่เคยผ่าตัดมาแล้วหลายครั้ง
จุดเด่นคือสามารถสร้างโครงสร้างจมูกที่แข็งแรง เพิ่มความยาวจมูกได้มาก และเป็นเนื้อเยื่อของคนไข้เอง จึงลดความเสี่ยงเรื่องการแพ้วัสดุได้ดี
H3 เนื้อเยื่อเทียม (Acellular Dermal Matrix : ADM)
เนื้อเยื่อเทียม หรือ ADM เป็นวัสดุชีวภาพที่ผ่านกระบวนการกำจัดเซลล์ออก เหลือเฉพาะโครงสร้างคอลลาเจนสำหรับให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อใหม่เข้าไปแทนที่ นิยมใช้รองปลายจมูกร่วมกับซิลิโคน
เพื่อเพิ่มความหนาของผิวบริเวณปลายจมูก ลดแรงกด และช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาปลายแดง ปลายบาง หรือปลายทะลุในระยะยาว เหมาะกับผู้ที่มีผิวบางหรือผู้ที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยให้ปลายจมูกมากขึ้น
วัสดุแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน คุณหมอจะพิจารณาจากโครงสร้างจมูกเดิม ความหนาของผิว ปริมาณเนื้อเยื่อ และผลลัพธ์ที่ต้องการ เพื่อเลือกวัสดุที่เหมาะสมกับแต่ละเคสมากที่สุดค่ะ
เสริมจมูกแต่ละแบบ อยู่ได้นานแค่ไหน ?
อายุการใช้งานของจมูกที่เสริมขึ้นกับวัสดุที่ใช้และการดูแลของคนไข้ ตารางด้านล่างสรุปอายุการใช้งานเฉลี่ยของวัสดุที่นิยมใช้
| วัสดุ | อายุการใช้งานเฉลี่ย |
|---|---|
| ซิลิโคน Medical Grade | 10-20 ปีขึ้นไป หากไม่ได้มีการติดเชื้อ หรือทะลุ |
| กระดูกอ่อนหลังหู | ถาวร เพราะเป็นเนื้อเยื่อของคนไข้เอง |
| กระดูกอ่อนผนังกั้นจมูก | ถาวร เพราะเป็นเนื้อเยื่อของคนไข้เอง |
| กระดูกอ่อนซี่โครง | ถาวร แข็งแรงที่สุดในกลุ่มกระดูกอ่อน |
อายุการใช้งานของจมูกในแต่ละเคสอาจต่างกันตามสภาพร่างกายและการดูแล อ่านต่อได้ที่ เสริมจมูกอยู่ได้กี่ปี สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม
เสริมจมูกแบบไหนดี เป็นธรรมชาติที่สุด ?
1. วัสดุต้องเหมาะกับลักษณะผิวจมูก
คนไข้แต่ละคนมีความหนาของผิวไม่เท่ากัน หากเป็นคนที่ผิวจมูกบางมาก การใช้ซิลิโคนเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เห็นขอบซิลิโคน เห็นเงาวัสดุ หรือดูแข็งไม่เป็นธรรมชาติได้
ในกรณีนี้ คุณหมอมักเลือกใช้ซิลิโคนร่วมกับกระดูกอ่อนหลังหูหรือเนื้อเยื่อเทียม (ADM) เพื่อเพิ่มความหนาของปลายจมูก ทำให้รอยต่อดูแนบเนียบขึ้นและลดความเสี่ยงของปลายบางในระยะยาว
2. ความโด่งต้องพอดีกับใบหน้า
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ ยิ่งโด่งยิ่งสวย แต่ในทางศัลยกรรมจมูกที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด มักเป็นจมูกที่มีสัดส่วนสมดุลกับหน้าผาก ดวงตา โหนกแก้ม ริมฝีปาก และคาง
หากเสริมสูงเกินกว่าที่ผิวรับได้ มักดูไม่เป็นธรรมชาติ และอาจเพิ่มความเสี่ยงเรื่องปลายบางหรือซิลิโคนทะลุได้ในอนาคต
3. เลือกทรงให้เข้ากับโครงหน้า
การเลือกทรงที่รับกับรูปหน้า ทรงหยดน้ำเหมาะกับหน้ากลม ทรงสโลปปลายพุ่งเหมาะกับหน้าเหลี่ยมที่ต้องการเบรกมุม ส่วนทรงตรงเหมาะกับคนที่มีโครงหน้าคมอยู่แล้ว ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เลือกทรงจมูกให้เข้ากับหน้า
4. แก้ปัญหาโครงสร้างเดิมให้ถูกจุด
หากมีปัญหาจมูกสั้น จมูกเชิด จมูกเบี้ยว หรือปลายจมูกตก การเสริมซิลิโคนเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถทำให้จมูกดูเป็นธรรมชาติได้
ในเคสเหล่านี้ คุณหมอมักแนะนำการปรับโครงสร้างด้วยเทคนิค Open Rhinoplasty ร่วมกับการใช้กระดูกอ่อน
เพื่อให้จมูกมีสัดส่วนที่สมดุลและดูเป็นธรรมชาติมากกว่าการเพิ่มความโด่งเพียงอย่างเดียวและต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย อ่านต่อได้ที่ เสริมจมูกแบบไหนปลอดภัยที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเสริมจมูก
เสริมจมูกครั้งแรก ควรเลือกแบบไหนดี ?
เสริมจมูกครั้งแรกขึ้นกับสภาพจมูกเดิม สำหรับเคสที่ไม่มีปัญหาโครงสร้าง การเสริมแบบ Closed Rhinoplasty ด้วยซิลิโคน Medical Grade เป็นทางเลือกที่นิยม
เพราะแผลซ่อนภายในรูจมูกและพักฟื้นเร็ว ส่วนเคสที่มีจมูกเบี้ยว ฮัมพ์ หรือปลายตก คุณหมอจะแนะนำเทคนิคแบบเปิดหรือใช้กระดูกอ่อนเสริมแทนค่ะ
เสริมจมูกแล้วจมูกบวมนานแค่ไหน ?
บวมหลักของจมูกจะลดลงใน 1-2 สัปดาห์แรก จากนั้นบวมส่วนใหญ่จะลด 80% ใน 1 เดือน และจมูกเข้าที่สมบูรณ์ที่ประมาณ 3-6 เดือนขึ้นกับเทคนิคและสภาพร่างกาย
แบบ Open Rhinoplasty มักบวมนานกว่า Closed ประมาณ 1-2 สัปดาห์ การประคบเย็นและนอนหนุนหมอนสูงช่วยให้บวมยุบเร็วขึ้น
เสริมจมูกราคาเท่าไหร่ แต่ละแบบต่างกันไหม ?
ราคาการเสริมจมูกจะแตกต่างกันตามเทคนิคที่ใช้ วัสดุที่เลือก และความซับซ้อนของปัญหาจมูกในแต่ละคน โดยทั่วไปเสริมจมูกเทคนิคปิด (Closed Rhinoplasty) จะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า
เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ไม่ต้องปรับโครงสร้างจมูกมากนัก เหมาะกับเคสเสริมใหม่ที่มีโครงสร้างจมูกเดิมค่อนข้างดี
ในขณะที่ เสริมจมูกเทคนิคเปิด (Open Rhinoplasty) จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า เพราะเป็นการผ่าตัดที่ต้องเปิดเห็นโครงสร้างภายใน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน
เช่น จมูกสั้น จมูกเชิด จมูกเบี้ยว หรือเคสแก้จมูกที่เคยผ่าตัดมาก่อน รวมถึงอาจมีการใช้กระดูกอ่อนหรือวัสดุเสริมเพิ่มเติมร่วมด้วย
สำหรับราคาเริ่มต้นที่ WE Clinic
- เสริมจมูกเทคนิคปิด (Closed Rhinoplasty) ราคาเริ่มต้น 25,000 บาท
- เสริมจมูกเทคนิคเปิด (Open Rhinoplasty) ราคาเริ่มต้น 79,000 บาท
ทั้งนี้ ราคาสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับการประเมินโครงสร้างจมูก ปัญหาที่ต้องแก้ไข และแผนการผ่าตัดที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล คุณหมอจะแนะนำรายละเอียดทั้งหมดในวันปรึกษาก่อนตัดสินใจค่ะ।
สรุปเรื่องเสริมจมูกแบบไหนดี
การเลือกเสริมจมูกแบบไหนดี ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับโครงสร้างจมูกเดิม ปัญหาที่ต้องการแก้ไข และผลลัพธ์ที่ต้องการ หากมีเพียงปัญหาสันต่ำเล็กน้อยและโครงสร้างจมูกเดิมค่อนข้างดี
การเสริมจมูกเทคนิคปิด (Closed Rhinoplasty) อาจเพียงพอ แต่หากมีปัญหาจมูกสั้น จมูกเชิด จมูกเบี้ยว มีฮัมพ์ หรือเคยเสริมจมูกมาแล้ว การเสริมจมูกเทคนิคเปิด (Open Rhinoplasty) มักช่วยแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและละเอียดมากกว่า
นอกจากเทคนิคการผ่าตัดแล้ว การเลือกวัสดุให้เหมาะกับสภาพผิวและโครงสร้างจมูกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน จมูกที่สวยที่สุดไม่จำเป็นต้องโด่งที่สุด
แต่ควรมีสัดส่วนที่รับกับใบหน้า ดูเป็นธรรมชาติ และปลอดภัยในระยะยาว ดังนั้นก่อนตัดสินใจ คุณหมอแนะนำให้เข้ารับการประเมินกับแพทย์ผู้มีประสบการณ์ เพื่อเลือกเทคนิคและวัสดุที่เหมาะกับคุณมากที่สุดค่ะ

สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ We Clinic ยินดีให้คำปรึกษาฟรี
โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง facebook หรือ Line ได้ที่นี่เลยครับ